กาแฟอาราบิก้า ฮิลล์คอฟฟ์ จากประเทศไทย
เทือกเขาที่ปกคลุมไปด้วยหมอกทางภาคเหนือของประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตกาแฟหลักของประเทศ ด้วยแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น กาแฟอาราบิก้าของไทยซึ่งมีกลิ่นหอมหวนและสารคาเฟอีนต่ำจึงสามารถดึงดูดความสนใจจากต่างประเทศได้ด้วย ฮิลล์คอฟฟ์ ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ที่อุดมสมบูรณ์ เป็นธุรกิจครอบครัวที่มีประวัติยาวนานกว่า 50 ปี ตั้งแต่การค้าสินค้าโภคภัณฑ์ไปจนถึงการผลิตกาแฟคุณภาพสูง และโมเดลการรีไซเคิลแบบไร้ของเสียที่เป็นเอกลักษณ์
นฤมล ทักษอุดม กรรมการผู้จัดการของฮิลล์คอฟฟ์ ไม่ได้วางแผนที่จะเป็นผู้ประกอบการ เธอจบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตรและการตลาด และเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยพายัพ
เธอเกิดที่เชียงใหม่ และช่วยพ่อแม่ทำธุรกิจค้าขายตั้งแต่ยังเด็ก แม่ของเธอชื่อภาวิณี เป็นช่างฝีมือผลิตเสื้อผ้าและของใช้ในบ้าน ส่วนพ่อของเธอชื่อ ธีระ ขายสินค้าอุปโภคบริโภค เธอจำได้ว่าในช่วงวันหยุด "พวกเราจะเอาของทั้งหมดใส่รถกระบะแล้วขับขึ้นดอยไปเพื่อขายสินค้าให้กับชาวเขาที่อาศัยอยู่บนที่ราบสูง" เธอกล่าวว่าประสบการณ์นี้ทำให้เธอได้รู้จักและเข้าใจเกษตรกรบนที่ราบสูงมากขึ้น
ในสมัยนั้น ชาวเขาจำนวนมากปลูกฝิ่นเป็นพืชเศรษฐกิจ แต่รายได้ก็ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เกษตรกรเหล่านี้หลุดพ้นจากความยากจน รัฐบาลไทยได้สั่งห้ามปลูกฝิ่นในปี 1958 และพยายามส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนในช่วงอีกหลายปีต่อมา
กาแฟชาวไทยภูเขา - โรงงานแปรรูปกาแฟอาราบิก้าแห่งแรกของประเทศไทย
จากการค้าสินค้าอุปโภคบริโภค สู่การผลิตกาแฟ
ในปี 1987 ธีระได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาการเกษตรบนที่สูงเพื่อเป็นผู้ค้ากาแฟและผู้ส่งเสริมการเกษตร เป็นโครงการที่สนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรให้หันมาปลูกกาแฟเพื่อสร้างรายได้ที่ดีขึ้น ธีระได้ก่อตั้งโรงงานแปรรูปกาแฟชาวไทยภูเขา ซึ่งเป็นโรงงานแปรรูปกาแฟอาราบิก้าแห่งแรกของประเทศไทย โดยนำเข้าเครื่องจักรจากสหราชอาณาจักรและเยอรมนี
จุดกำเนิดของ กาแฟเกรดพรีเมียม ฮิลคอฟฟ์ (HILLKOFF SPECIALTY COFFEE)
วิกฤตการณ์กาแฟทำให้บริษัทได้ชื่อใหม่และจุดเริ่มต้นใหม่
อย่างไรก็ตาม ในปี 2001 หลังวิกฤติกาแฟโลก ราคากาแฟร่วงลงอย่างหนัก ทำให้ธุรกิจของธีระประสบวิกฤตทางการเงิน นฤมลจึงลาออกจากงานอาจารย์และเดินทางมาช่วยบริษัท ธีระมอบเครื่องคั่วกาแฟและเมล็ดกาแฟดิบชุดสุดท้ายให้เธอ เธอจึงเริ่มดำเนินธุรกิจโดยเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น ฮิลล์คอฟฟ์ โดยใช้ชื่อที่สั้นกว่า ซึ่งผู้บริโภคจะจดจำได้ง่าย เธอพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ และเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อโปรโมตกาแฟของเธอ
“ดิฉันต้องการส่งเสริมการบริโภคกาแฟในภาคเหนือของประเทศไทย" เธอกล่าวเสริมว่า "ตอนนั้นไม่มีร้านกาแฟ และการขยายตลาดก็เป็นเรื่องยากมาก”
อย่างไรก็ตาม ในช่วงห้าปีต่อมา นฤมลสามารถแก้ไขสถานการณ์ทางการเงินของฮิลคอฟฟ์ได้สำเร็จ เธอพัฒนาตลาดสำหรับกาแฟ พรีเมียมของเธออย่างต่อเนื่อง เมื่อความสนใจของลูกค้าที่มีต่อกาแฟเพิ่มมากขึ้น เธอจึงขยายธุรกิจไปในแนวนอน โดยเพิ่มการจำหน่ายอุปกรณ์เกี่ยวกับกาแฟและเครื่องชงเอสเปรสโซสำหรับใช้ในบ้านและเชิงพาณิชย์
ปัจจุบัน ฮิลคอฟฟ์ มีพนักงาน 220 คน มีโรงงานแปรรูป 2 แห่ง ร้านค้าปลีก 12 แห่งในประเทศไทย และอีก 1 แห่งในมาเลเซีย
รางวัลชนะเลิศ "ธรรมาภิบาลดีเด่น แห่งปี 2567" ในฐานะกาแฟปลอดขยะ
การช่วยเหลือเกษตรกร ความยั่งยืน คือหัวใจหลักของธุรกิจ
บริษัท Hillkoff แปรรูปกาแฟที่ปลูกใน 50 หมู่บ้านจาก 8 จังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย มีครัวเรือนมากกว่า 900 ครัวเรือนร่วมผลิตเมล็ดกาแฟได้ประมาณ 1,000 ตันต่อปี
นฤมลอธิบายว่า บริษัทฯ ยืนยันที่จะซื้อเมล็ดกาแฟทั้งหมดที่ผลิตโดยเกษตรกร โดยไม่คำนึงถึงเกรดและลักษณะ ทำให้ไม่มีของเสียเกิดขึ้นเลย นอกจากนี้ ฮิลล์คอฟฟ์ยังฝึกอบรมเกษตรกรเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพเพื่อเพิ่มผลกำไร และฝึกอบรมผู้คนเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์กาแฟของบริษัทเพื่อเปิดร้านกาแฟอีกด้วย
บริษัทจึงได้รับรางวัลธรรมาภิบาลแห่งชาติประจำพ.ศ. 2567
โลโก้ที่บอกเล่าเรื่องราว
ขณะที่นฤมลทำการปรับโฉมแบรนด์ของบริษัท เธอก็ได้ปรับปรุง โลโก้ใหม่ด้วย เธอคงไว้ซึ่งดีไซน์รูปทรงลูกสนแบบดั้งเดิม ซึ่งพ่อของเธอเลือกไว้เป็นสัญลักษณ์ของดอกไม้ที่แข็งแรง ความรักที่เขามีต่อธรรมชาติ และค่านิยมเศรษฐกิจหมุนเวียน นอกจากนี้ เธอยังเพิ่มองค์ประกอบกราฟิกที่แสดงถึงวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในค่านิยมหลักของฮิลล์คอฟ และความยั่งยืนเข้าไปด้วย
การร่วมรีไซเคิลของเสียจากการสกัดกาแฟ
ขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในของเสียจากการสกัดกาแฟ
ในกระบวนการผลิตกาแฟ ผลผลิตประมาณ 50% กลายเป็นของเสียทางการเกษตร นฤมลจึงตัดสินใจสำรวจว่าสามารถนำของเสียเหล่านั้นไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มอะไรได้บ้าง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการสร้างผลิตภัณฑ์รีไซเคิลโดยไม่ก่อให้เกิดของเสียเลย
เมล็ดกาแฟคือเมล็ดที่อยู่ภายในผลสีแดงหรือสีม่วงที่เรียกว่าผลกาแฟ แต่ละผลจะมีเมล็ดอยู่สองเมล็ด ซึ่งโดยทั่วไปเรียกว่าเมล็ดกาแฟ เมื่อสกัดเมล็ดกาแฟแล้ว เปลือก เนื้อ ผล และเยื่อสีเงินที่หุ้มอยู่มักจะถูกทิ้งไป
ฮิลล์คอฟฟ์ใช้เวลาถึงหนึ่งทศวรรษในการวิจัยความเป็นไปได้ในการนำของเหลือจากการกาแฟมาใช้ประโยชน์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติและสารประกอบออกฤทธิ์ต่างๆ ในของเสียที่เหลือจากกาแฟ
บริษัทแยกเปลือกและเนื้อผลกาแฟออกเป็นส่วนที่รับประทานได้และส่วนที่รับประทานไม่ได้ ส่วนที่รับประทานได้จะนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำเชื่อมน้ำส้มสายชู น้ำส้มสายชูบัลซามิก ชาจากผลกาแฟ และผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดของบริษัทคือ เครื่องดื่มคอฟโฟเจนิค ส่วนกากที่รับประทานไม่ได้จะนำไปทำเป็นชีวมวลและปุ๋ย ซึ่งแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรที่ร่วมงานกับ ฮิลล์คอฟฟ์ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
นฤมลกล่าวว่า หากนำของเสียจากการสกัดกาแฟครึ่งหนึ่งที่ผลิตทั่วโลกในแต่ละปี ซึ่งประมาณ 7,500 ล้านกิโลกรัม ไปรีไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ "เราจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 1,875 ล้านกิโลกรัมเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์" ซึ่งเธอกล่าวว่า นั่นจะเทียบเท่ากับ "การดูแลต้นไม้มากกว่า 31 ล้านต้นในระยะเวลา 10 ปี หรือลดการเดินทางด้วยรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกได้ 187,000 เที่ยว"
นอกจากนี้ ดิฉันยังอยากจะแบ่งปันเป้าหมายสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนาภายในองค์กรของเรา ที่ ฮิลล์คอฟฟ์ เรามุ่งมั่นที่จะเป็นโรงงานผลิตกาแฟปลอดขยะ โดยรับประกันว่าทรัพยากรทุกอย่างที่ได้จากเกษตรกรจะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษใดๆ
COFFOGENIC – ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพที่ช่วยต่อต้านโรคไม่ติดต่อ (NCDS)
เครื่องดื่มสุดสร้างสรรค์ที่ทำจากเนื้อผลกาแฟนี้ เกิดจากการวิจัยที่ดำเนินการในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2557 โดยมีนักวิจัยจากหลายสาขาวิชา เช่น แพทยศาสตร์และวิทยาศาสตร์การอาหาร เข้าร่วมด้วย
คอฟโฟเจนิก (Coffogenic) มาจากการรวมกันของคำว่า กาแฟ (coffee) และคลอโรเจนิค (chlorogenic) กรดคลอโรเจนิคเป็นสารประกอบโพลีฟีนอลที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ พบได้ในเมล็ดกาแฟและเนื้อผลกาแฟ สารประกอบนี้ได้รับการวิจัยและระบุว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพของมาก มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน ต้านมะเร็ง และต้านการอักเสบ นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่ากรดคลอโรเจนิคช่วยปกป้องระบบหัวใจและหลอดเลือด ต่อต้านอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ต้านเชื้อโรค นอกเหนือจากกรดคลอโรเจนิคแล้ว คอฟโฟเจนิก ยังมีโพลีฟีนอลในปริมาณสูงและมีคาเฟอีนต่ำ
ฮิลล์คอฟฟ์ เปิดตัว คอฟโฟเจนิก ในพ.ศ. 2566 นอกเหนือจากประโยชน์ต่อสุขภาพแล้ว ผลิตภัณฑ์นี้ยังช่วยให้การผลิตกาแฟเป็นกระบวนการปลอดขยะอย่างแท้จริงและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอีกด้วย
ทรัพย์สินทางปัญญาสร้างมูลค่า
นฤมลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง บริษัทมีสิทธิบัตรการออกแบบหลายรายการสำหรับบรรจุภัณฑ์กาแฟ การพับกล่องกาแฟ บรรจุภัณฑ์ชา การพับบรรจุภัณฑ์ข้าว ถาดหมุนสำหรับกาแฟดริป และกล่องข้าว นอกจากนี้ ฮิลล์คอฟฟ์ยังมีสิทธิบัตรอื่นๆ อีกด้วย สิทธิบัตร PCT การยื่นขออนุมัติสำหรับผลิตภัณฑ์ Coffogenic (PCT/TH2024/050025)
เพื่อการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในระดับโลก ฮิลล์คอฟฟ์ได้หันไปพึ่งพาองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ระบบมาดริดโดยได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศสองรายการ ได้แก่ ชื่อแบรนด์ "Hillkoff" (เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนระหว่างประเทศเลขที่ 1731750) และอีกหนึ่งสำหรับ "COFFOGENIC" (เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนระหว่างประเทศเลขที่ 1814828) การจดทะเบียนแต่ละครั้งจะได้รับความคุ้มครองในตลาดส่งออกทั่วโลกกว่า 30 แห่งพร้อมกัน ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้อย่างมากเมื่อเทียบกับการยื่นจดทะเบียนในแต่ละประเทศแยกกัน
“ระบบมาดริดช่วยให้ความคุ้มครองมากกว่าแค่เครื่องหมายการค้า — แต่ยังได้สร้างความมั่นใจให้กับภารกิจ ‘Beyond the Bean’ ของเราในการนำความรู้เกี่ยวกับกาแฟไทยและนวัตกรรมด้านกาแฟไปสู่ทั่วโลก พร้อมทั้งสร้างคุณค่าและโอกาสร่วมกันให้กับชุมชนบนพื้นที่สูง ผู้คน และโลก”
นฤมล ทักษอุดม กรรมการผู้จัดการ ฮิลล์คอฟฟ์
นฤมลได้รับประโยชน์จากโครงการคลินิกการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาของ WIPO ซึ่งช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพและอย่างมีกลยุทธ์ โดยการหารือขอคำปรึกษาแบบตัวต่อตัวกับผู้เชี่ยวชาญของ WIPO โดยได้รับการฝึกอบรมที่ปรับให้เหมาะสมกับความต้องการ และ ผู้เชี่ยวชาญยังได้ให้ความช่วยเหลือ ฮิลล์คอฟฟ์ ในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศด้วย
“ก่อนเข้ารับการอบรม เราสับสนมากเกี่ยวกับการยื่นขอเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ และไม่รู้ว่าจะทำการค้นหาข้อมูลภาพและโลโก้ที่มีอยู่ก่อนหน้าอย่างไร แต่เราได้รับการแนะนำทีละขั้นตอน" นฤมลกล่าว "ทรัพย์สินทางปัญญาช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์เรา และแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเราจริง ๆ”
ผลิตภัณฑ์ของ ฮิลล์คอฟฟ์ วางจำหน่ายทั่วประเทศในซูเปอร์มาร์เก็ต ในร้านค้า 4 แห่ง ทางออนไลน์ ร้านกาแฟ และตัวแทนจำหน่ายระหว่างประเทศในมาเลเซีย
ขณะนี้บริษัทกำลังมองหาโอกาสในการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังประเทศอื่น นอกเหนือจากมาเลเซีย และต้องการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเข้าสู่ข้อตกลงการอนุญาตให้ใช้สิทธิ "ในภาคธุรกิจกาแฟ บริษัทต่างๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และเราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจระดับโลก" เธอกล่าว
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการคั่วกาแฟและการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์
ฮิลล์คอฟฟ์ อาศัยวิทยาศาสตร์ในการค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนและการนำทรัพยากรท้องถิ่นกลับมาใช้ใหม่ บริษัทช่วยลดควันจากการคั่วกาแฟโดยเปลี่ยนมาใช้ระบบดักจับฝุ่นแบบเปียก ซึ่งใช้น้ำช่วยกำจัดฝุ่นและน้ำมันที่เกิดขึ้นจากการคั่วกาแฟ
ในทำนองเดียวกัน บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากกล้วย เช่น กล้วยอบแห้งชุบกาแฟเอสเปรสโซหรือผงชาเขียว โดยใช้ประโยชน์แนวคิดที่ว่า เกษตรกรมักปลูกกล้วยควบคู่กับต้นกาแฟอยู่แล้ว และอาจจะสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรจำนวนมากได้
นฤมลกล่าวว่า ฮิลล์คอฟฟ์ได้ริเริ่มโครงการต่างๆ เช่น การปลูกกล้วยแซมกับกาแฟ การส่งเสริมการเลี้ยงผึ้ง การปลูกมะขามป้อม (Phyllanthus emblica) และการสนับสนุนพืชผลท้องถิ่นอื่นๆ “ความพยายามเหล่านี้ช่วยลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกและส่งเสริมระบบการเกษตรที่ปลอดภัยและยั่งยืน
เรามองเห็นภาพการออกแบบวนเกษตรและระบบนิเวศการทำฟาร์มแบบร่วมมือกันภายในชุมชนของเรา” เธอกล่าว
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบมาดริด
ระบบมาดริดเป็นวิธีการที่สะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในกว่า 130 ประเทศ โดยยื่นคำขอเพียงครั้งเดียวในภาษาเดียวและชำระค่าธรรมเนียมเพียงครั้งเดียวด้วยสกุลเงินเดียว